![]() |
|
|
| ||||||||||
|
| ||||||||||
|
| ||||||||||
|
| ||||||||||
|
|
ผู้ป่วยเบาหวาน |
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
ผู้ป่วยเบาหวานต้องเป็น “เบาหวานชนิดผู้ใหญ่” เท่านั้น (Diabetes Mellitus – Adult Type) สาหร่าย สไปรูลิน่ามีสารอาหารบางอย่างที่อาจช่วยทำให้โรคเบาหวาน หรือ สภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่ามาตรฐาน กลับลงมาเป็นปกติ แต่ต้องเป็นเบาหวานชนิดผู้ใหญ่ (Adult Type) หรือที่เรียกว่า เบาหวานแบบสอง (Type II) ซึ่งเป็นเบาหวาน ชนิดที่ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายปกติแต่ทำงานไม่ได้ดี ในสาหร่ายสไปรูลิน่า จะมีธาตุโครเมียม (Chromium) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ GTF (Glucose Tolerance Factor) และ GIF นี้เป็นตัวช่วยอินซูลิน โดยพาอินซูลินพร้อมน้ำตาลกลูโคสในเลือด ผ่านผนังเซลล์เข้าไป ทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสโลหิตลดลง นอกจากนี้สาหร่ายสไปรูลิน่ายังเพียบพร้อมด้วยกลุ่มเอนไซม์ย่อยแป้ง (Amylase) และกลุ่มเอนไซม์ย่อยไขมัน (Lipase) ซึ่งเอนไซม์ทั้งสองพวกนี้จะย่อยน้ำตาลและไขมันให้ปริมาณลดลง ทำให้ช่วยแก้ปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงอีกด้วย สาหร่ายยังไม่สร้างปัญหาเรื่องปริมาณน้ำตาล เพราะมีเพียง 10 เปอร์เซนต์ของ น้ำหนักสาหร่าย และ อยู่ในรูปของน้ำตาลแรมโนส (Rhamnose) เป็นส่วนใหญ่ น้ำตาลนี้ไม่ต้องรบกวนฮอร์โมนฮินซูลินช่วยในการย่อยอีกด้วย สาหร่ายสไปรูลิน่าจึงจัดได้ว่าเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะที่จะใช้กับคนเป็นเบาหวาน ส่วนไขมันในสาหร่ายมีประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในรูปของกรดไขมันที่มีประโยชน์ (GLA) ซึ่งกลับช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด คนที่เป็นเบาหวาน ถ้าไขมันในเลือดลด น้ำตาลในเลือดก็จะลดตามด้วย ผู้ที่กินสาหร่ายสไปรูลิน่า จึงสามารถคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มสูง ซึ่งจะมีประโยชน์กับคนเป็นโรคเบาหวาน(ชนิดผู้ใหญ่) และถ้าดื่มน้ำแร่ (Minaral Water) ซึ่งมีโครเมียม ร่วมด้วย ก็จะดีขึ้นมากภายในเวลาประมาณ 6 สัปดาห์
|
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง |
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
การกินสาหร่ายสไปรูลิน่า ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันแกรมม่า ไลโนเลนิก (Gramma linolenic acid GLA) จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอล ในเลือดต่ำลง GLA นี้เป็นกรดไขมันที่จำเป็น อยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 6 เช่นเดียวกับ น้ำมันดอกอีฟนิ่ง ฟริมโรส (Evening Primsrose Oil) สาหร่ายสไปรูลิน่าประมาณ 2500 มิลลิกรัม จะมีความสามารถในการลด LDL (Low Den sity Lipoprotein) แอล ดี แอล และเพิ่ม HDL (High Density Lipoprotein) เอช ดี แอล เท่ากับน้ำมันดอกอีฟนิ่ง พริมโรส 1 แคปซูล ถ้า HDL (เอช ดี แอล) สูงในเลือด ทางการแพทย์ถือว่า HDL เป็น ไขมันดี จะพาโคเลสเตอรอลซึ่งสะสมในเลือดกลับไปที่ตับ ผลก็คือโคเลสเตอรอลจะลดต่ำในเลือด วิตามินบี รวม โดยเฉพาะวิตามินบี 3 (Niacin) เป็นตัวช่วยการทำหน้าที่ของ GLA ซึ่งวิตามินเหล่านี้มีอยู่พร้อมแล้วในสาหร่ายเช่นกัน เมื่อระดับไขมันต่ำโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำ โอกาสที่ไขมันจะจับตัวเป็นฝ้า (Plague) ในผนังชั้นใน ของหลอดเลือดก็ไม่เกิดขึ้น เลือดไหลสะดวก เพราะไม่มีฝ้าเป็นเขื่อนกั้น หัวใจจึงไม่ต้องบีบตัวแรง ดังนั้นความดันโลหิตก็ไม่สูง เมื่อเลือดไหลเวียนดี ทำให้หัวใจได้สารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงดี หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก หัวใจไม่ต้องการเลือดเพิ่ม จึงไม่เกิดอาการขาดเลือด สุขภาพหัวใจก็ปกติ หัวใจของมนุษย์เต้นวันละ 100,000 ครั้ง ปีละ 36.5 ล้านครั้ง เมื่ออายุ 60 ปี หัวใจต้องเต้นถึง 2,000 ล้านครั้ง โดยไม่หยุดพัก ไม่ผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ท่านต้องถนอมหัวใจของท่าน เพราะทำงานให้ท่านอย่างซื่อสัตย์ที่สุด ท่านต้องคอยดูแลความเป็นอยู่ของหัวใจทาน ให้อาหารที่ดี อย่าให้ทำงานหักโหมเกินไป มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยใช้สาหร่ายสไปรูลิน่าในประเทศเม็กซิโก อาร์เจนติน่า ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ยืนยันถึงคุณสมบัติในการลดโคเลสเตอรอล และการทำให้หลอดโลหิตแดงของหัวใจทำงานดีขึ้น รวมทั้งลดความดันโลหิต ซึ่งผลการศึกษานี้ได้รับตรงกันหมดจากทุกประเทศ ส่วนการวิจันในคน มีรายงานทางวิชาการของประเทศญี่ปุ่นและประเทศอินเดียเท่านั้น ที่ได้พิมพ์เผยแพร่ออกมา ซึ่งสรุปเหมือนกันว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าสามารถลดไขมันโคเลสเตอรอล ได้ผลเช่นเดียวกับสัตว์ทดลอด ผลตามมาของการลดไขมันในเลือดก็คือ สาหร่ายสไปรูลิน่า จะช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งไตขาดเลือด และยังช่วยทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้น |
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
นักมังสวิรัติ (Vegetarian) |
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
นักมังสวิรัติที่ยึดมั่น (Vegan) นอกจากไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว จะไม่ดื่มนม ไม่กินไข่ ดังนั้นโอกาสขาดสารอาหารที่สำคัญจึงเกิดได้ง่าย อาทิเช่น กรดอมิโนที่สำคัญ (Essenlial Amino Acid) ทั้ง 8 ชนิด วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก เป็นต้น นักมังสวิรัติที่เคร่งครัด (Vegan) จะระมัดระวังมาก แม้แต่ธาตุแคลเซียมที่ขายเป็นอาหารเสริม ก็ไม่บริโภค เพราะกลัวว่าอาจทำมาจากเปลือกไข่ ซึ่งนอกจากไม่กินเนื้อโดยตรงแล้ว ผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากสัตว์ทางอ้อม ก็หลีกเลี่ยง วิธีกินมังสวิรัติที่ไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การกินมังสวิรัติที่เคร่งครัด คือ นอกจากยกเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังไม่กินหรือดื่มอาหารที่ทำจาก นม หรือ ไข่ อีกด้วย ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดสภาวะทุพโภชนาการที่เป็นผลมาจากการ งดบริโภคอาหาร ประเภท เนื้อ นม และไข่ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูง วิธีกินมังสวิรัติให้ปลอดภัยเพื่อชดเชยสารอาหารที่ขาดไป จึงต้องปฏิบัติตนดังนี้คือ 1. ต้องกินกรดอมิโนที่จำเป็นให้ครบ เพื่อป้องกันการขาดโปรตีนในร่างกายเพราะกรดอมิโนที่จำเป็นนี้ (Essential Amino Acid) ร่างกายสร้างด้วยตัวเองไม่ได้ต้องหามาจากภายนอก มันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งสร้างเอนไซม์ ฯลฯ ในอดีตนักมังสวิรัติต้องกินข้าวกล้องเสริม เพราะมีกรดอมิโนที่จำเป็นอยู่บ้างแต่ในปัจจุบันการกินสาหร่ายสไปรูลิน่าร่วมด้วย จะทำให้ได้กรดอมิโนครบทั้ง 8 ชนิด มีอัตราการย่อย (Digestibility) หรือความสามารถในการใช้โปรตีนสุทธิ (Net protein Utilization) ดีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ประมาณ 2 เท่า 2. ต้องกินเต้าหู้ ถั่วเหลือง เพื่อให้ได้กรดอมิโนที่จำเป็น กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid) และวิตามิน E แต่ถ้ากินสาหร่ายสไปรูลิน่า จะได้สารอาหารดังกล่าวครบถ้วนเช่นกัน และกรดไขมันยังเป็นชนิด กรดแกมม่า ไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยลดโคเลสเตอรอลอีกด้วย รวมทั้งเป็นตัวต้นกำเนิดของฮอร์โมนพรอสต้าแกลนดิน (Prostaglandin) สำหรับวิตามิน E เป็นสารอนุมูลอิสระ และจะทำงานได้ดีต้องมีธาตุ ซีลีเนียม (Selenium) ประกอบ ซึ่งในสาหร่ายสไปรูลิน่ามีสารทั้งสองอยู่แล้วและในโครงสร้างที่เหมาะสม คือ เสริมหน้าที่ซึ่งกันและกันอีกด้วย 3. ต้องกินวิตามินบี 12 โดยซื้อมาบริโภค เพราะในพืชทุกชนิด จะไม่มีวิตามินบี 12 เลย จึงต้องซื้อมากินเสริม ขนาดวันละ 10 ไมโครกรัมก็พอ วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ต่อระบบประสาท ต่อการเจริญเติบโตการซื้อวิตามินบี 12 มากินเป็นอาหารเสริม อาจทำให้ผิดหลักการของมังสวิรัติ ตรงที่ วิตามินบี 12 ที่ซื้อมากินนั้น อาจใช้วิธีผิตจากตับวัว (Liver Beef) หรือหอยนางรม (Oyster) ก็ได้ และบางครั้ง เปลือกหุ้ม (Capsule) ก็มาจาก เจลาติน (Gelatin) ซึ่งทำมาจากไขกระดูกวัว เป็นต้นการกินสาหร่ายสไปรูลิน่า จึงช่วยตัดปัญหาทุกอย่าง เพราะมันเป็นพืชชนิดเดียวเท่านั้นที่อุดมด้วยวิตามินบี 12 และโครเมียมที่เป็นตัวสร้างวิตามินบี 12 ก็มีพร้อมแล้วอยู่ในสาหร่าย 4. กินผักและผลไม้สด ๆ เพราะจะได้รับ Food Plant Enayme (เอนไซม์จากพืช)มาช่วยย่อยอาหาร (ทดแทนการขาดเอนไซม์จากสัตว์ (Food Animal Enayme ) อาหารถ้าสดและดิบจะอุดมไปด้วยเอนไซม์ อาหารปรุงแต่งหรืออาหารสำเร็จรูปจะทำลายเอนไซม์ที่อยู่ในอาหาร เพราะความร้อนเพียง 118 องศาฟาเรนไฮท์ ในการปรุงแต่ง ก็ทำลายเอนไซม์ได้หมดพืชที่มีเอนไซม์ปริมาณสูงคือ สาหร่ายสไปรูลิน่า คือ มีเอนไซม์ถึง 2000 ชนิดในเซลล์ของมัน และยังมีเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส อีกด้วย ซึ่งเป็นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ เอนไซม์จากสาหร่ายสามรถทดแทนเอนไซม์จากสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์หรืออาจดีกว่า เพราะทำงานได้ทั้งในสภาพกรดหรือด่าง สาหร่ายสไปรูลิน่ามีสีน้ำเงินของไฟโคไซยานิน ซึ่งทำด้วยโปรตีนอยู่หนาแน่นตรงผนังเซลล์ และตรงนี้เป็นแหล่งผลิตเอนไซม์อีกด้วย 5. กินผักขม (Spinach) เพื่อให้ได้เหล็กไปสร้างเม็ดเลือดแดง เหล็กสำคัญที่สุดในการรักษาโรคโลหิตจาง ผักขมจึงไปทดแทนเหล็กซึ่งโดยปกติอุดมในเนื้อสัตว์แต่ร่างกายต้องขาดไปเพราะเป็นนักมังสวิรัติ เหล็กจะอยู่ในสาหร่ายสูงมาก โดยเป็นองค์ประกอบสีน้ำเงิน ของ ไฟโคไซยานิน เหล็กจากสาหร่ายสไปรูลิน่ายังย่อยง่ายและดูดซึมง่าย เป็นองค์ประกอบสำคัญของ ฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดง โดยตัวช่วยสร้างก็คือวิตามินบี 12 กับกรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งทั้ง 3 อย่าง (Fe B12 B9) ก็มีพร้อมอยู่ในสาหร่าย สาหร่ายสไปรูลิน่าจึงมีประโยชน์ต่อการป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง เพราะมันมีเหล็ก กรดโฟลิก (วิตามินบี 9) และวิตามินบี 12 ในสัดส่วนที่เหมาะสมสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (American Heart Association) ได้รายงานไว้ว่า นักมังสวิรัติจะอายุยืน เพราะไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ หรือเบาหวาน ไม่ค่อยมีโรคอ้วน ความดันโลหิตสูงพบน้อย รวมทั้งมะเร็งบางชนิด ซึ่งสมาคมอาหารของอเมริกา ก็รายงานถึงนักมังสวิรัติว่าอายุยืนเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า เพราะบริโภค โฟเลต (วิตามินบี 9 ) วิตามินซี วิตามินดี คาโรทีนอยด์ และสารอาหารจากพืชเป็นประจำในปริมาณสูง ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในสาหร่ายสไปรูลิน่า |
| ||||||||
|
|
|
| ||||||||
|
|
||||||||||
|
||||||||||
|
|
||||||||||