|
ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมในการบริโภคของคนเปลี่ยนไปเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนในสังคม
ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลย และขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกายที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยมาก
ในทางกลับกันผู้ คนหันมาบริโภคอาหารที่ติดฉลากว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ"
หรือ"อาหารธรรมชาติ" ซึ่งวางขายในท้องตลาดและ หนึ่งในจำนวนนั้นที่ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง
คือ "สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) " ”ซึ่งได้รับการขนานนามว่า
"อาหารทิพย์จากสวรรค์" "อาหารแห่ง อนาคต" "อาหารเพื่อชาวโลก"
และ "อาหารมหัศจรรย์"
นางเจียมจิตต์
บุญสม ผู้อำนวยการด้านการวิจัยบริษัทกรีนไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้ให้ชื่อภาษาไทยของสาหร่ายสไปรูลิน่าว่า
"สาหร่ายเกลียวทอง" คำว่าสไปรูลิน่ามาจากคำว่า สไปรัล (Spiral)
ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงรูปเกลียววนแบบขดหอย สาหร่ายเกลียวทองมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมคือประเทศเม็กซิโกและทวีปแอฟริกา
ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแหล่งต่างๆเหล่านี้ได้ใช้เป็นอาหารประจำ วันมาเป็นเวลาหลายพันปี
สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในตระกูลสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
ไม่มีรสชาติ มีจำนวนทั้ง หมด 35 สายพันธุ์ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมาก ที่สุดคือ
สายพันธุ์เม็กซิโกซึ่งสามารถเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 35-36.6 องศาเซลเซียส
อันเป็นระดับเดียวกับเลือดของมนุษย์และขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเค็มในเขตศูนย์สูตร
เกลียวของสาหร่ายชนิดนี้จะเปลี่ยนไปตามอุณภูมิ ค่า pH และสารอาหารที่มันได้รับ
สาหร่าย ชนิดนี้มีขนาดเล็กมากต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา
ข้อความในหนังสือ
"The Secret of Spirulina" ซึ่งนางเจียมจิตต์ บุญสมแปลเป็นภาษาไทยว่า
"ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง " ได้กล่าวถึงสาหร่ายชนิดนี้ว่า
ในอดีตกาลชาวมายันที่อาศัยอยู่แถบแหลม Yucatan ในอเมริกากลางมีชีวิตอย่างเรียบง่าย
ท่ามกลางสิ่ง แวดล้อมที่เป็นป่าดงดิบ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากทำไร่เลื่อนลอยจนดินเสื่อม
พวกมายันได้สร้างบ่อเพาะเลี้ยงพืชที่มี ลักษณะเป็นแพสีเขียวขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบ่อเพาะสาหร่ายเกลียวทอง
อยู่ท่ามกลางป่าดงดิบที่ถูกแผ้วถางแล้ว มีระบบระบายน้ำที่สลับซับ ซ้อนที่ดูเหมือนจะป้องกันน้ำท่วมบ่อ
นักโบราณคดีได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และสรุปว่าถึงแม้ฝนจะตกถึง 70-90
นิ้วต่อปี ระบบระบายน้ำ คงจะไม่สร้างขึ้นเพื่อการชลประทานเพาะปลูกทั่วไป
น่าจะเป็นการบำรุงรักษาบ่อสาหร่ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาฟาร์มสาหร่ายของชาวมายัน
เพื่อเลี้ยงประชากร 2 ล้านคน มากกว่าที่จะเพาะปลูกการเกษตรทั่วไป ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่า สาหร่ายเกลียวทองได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากรมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาแล้ว
นอกจากนี้หนังสือ
"The Secreat of Spirulina" ยังได้กล่าวถึงปริมาณโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทอง
(แห้ง) เมื่อเปรียบเทียบกับ อาหารชนิดอื่นไว้ดังนี้
เนื้อวัว
18-20% ถั่วเหลือง
33.35%
ไข่
10-25%
ปลาทู ปลาอินทรีย์ 20%
ข้าวสาลี
6-10% คลอเรลลา
40-56%
ข้าวเจ้า
7% สาหร่ายเกลียวทอง
69.5-71%
คณะกรรมการอาหารและยา
กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่าสาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูงถึง
60-70% เมื่อ เปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ซึ่งให้โปรตีนเพียง
37% และยังพบว่าโปรตีนของสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณสูงกว่าเนื้อ สัตว์
นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยกรดแกมม่าไลโนเลนิก(GLA) ซึ่งกรดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด
ลดความดันโลหิต บรรเทา อาการข้ออักเสบ ปวดประจำเดือน และสิวฝ้า, วิตามิน
B12 ซึ่งถ้าขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ , วิตามินA ซึ่งอยู่ในรูป เบตาแคโรทีน
มีบทบาทในการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสารต้านมะเร็งชนิดต่างๆ
และสาหร่ายนี้ยังเป็นแหล่งที่มีวิตามิน E, วิตามิน C ,วิตามิน B1, B12
และไนอาซีนสูง นอกจากวิตามินต่างๆแล้วยังมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย
เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง เซเลเนียม แคลเซียม และยังประกอบด้วยสีเขียวของคลอโรฟิลล์อีกด้วย
จากรายงานการวิจัยของ
ดร.มาโกโตะ อูโนะ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ เกียวโต พิสูจน์ว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปสาหร่ายเกลียวทอง มีผลต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและสัตว์
การเผาผลาญอาหาร การหายใจ กระตุ้นสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของฮอร์โมน และการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มต้นเมื่อปี
พ.ศ. 2511 คณะนักวิจัยได้มาร่วมทำงานกันโดยตั้งเป้าที่จะ เริ่มการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ หลังจากดำเนินงานได้
2 ปี ก็โอน กิจการงานวิจัยให้กับบริษัทไดนิปปอนอิงค์ กากากูโกกิโอ คาบู
ชิกิไกซา บริษัทนี้ประสบความสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองใน ระดับอุตสาหกรรม
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ผลการวิจัยของศาสตราจารย์
ดร.เคนอิชิ อะกัตซูกะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่นที่ปรากฎในหนังสือ
"The Secreat of Spirulina" พบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่ามีลักษณะของความปลอดภัย
ดังนี้ คือ
- เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
- ไม่มีผลข้างเคียง แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานสักเท่าใด
- แม้ว่าบังเอิญจะกินเข้าไปมากเกินขนาด ก็ไม่เกิดเป็นพิษหรือมีผลข้างเคียง
- เมื่อใช้เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มความต้านทานโรค
สำหรับในประเทศไทยได้มีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการวิจัยเรื่องนี้
อาทิเช่น รองศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวย การศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติว่า
สาหร่ายชนิดนี้นอก จากจะนำมาถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนในการสร้างโรงงานผลิตเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายแล้ว
ยังมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการกำจัดน้ำเสีย เนื่องจากสาหร่ายเกลียวทองสามารถเกิดขึ้นเองได้ในน้ำเสีย
ยิ่งถ้าปล่อยน้ำเสียลงในบ่อมากเท่าใด ก็จะยิ่งมี สาหร่ายเกลียวทองเกิดขึ้นมากเท่านั้น
เพราะในน้ำเสียจะมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง
เมื่อไนโตร- เจนและฟอสฟอรัสลดลงน้ำก็จะอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางบางชนิดเช่น
ครีมรักษาสิว เสี้ยน เป็นต้น
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงผลเสียของการกินสาหร่ายสไปรูลินาคืองานวิจัยของ
ผศ. ดร.ภญ. อรนงค์ กังสดาลอำไพ คณะ เภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งกล่าวว่า
"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขายนั้น
บางอย่างจะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ กรณีสาหร่ายเกลียวทองเป็นพืช สาหร่ายเซลล์เดียวที่ให้ โปรตีนแต่ปริมาณไม่มากนัก
กินอาหารประเภทอื่นก็ได้ เช่น ถั่ว แต่ผลร้ายที่ตามมาคือ สาหร่ายเกลียวทองมีกรดนิวคลีอิก
สะสมเป็น กรดยูริก ตกตะกอนตามข้อก่อให้เกิดโรคเก๊าต์ ปวดตามข้อเป็นอาการตามมา
ไม่จำเป็นต้องรับประทานสาหร่ายเกลียวทองเพราะอาหาร ทั่วไปมีโปรตีนอยู่แล้ว"
ต่อมา
นายแพทย์อนุชาติ มาธนะสารสุนทร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอผลการวิจัยซึ่งสรุปผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยของ
ภญ. อรนงค์ โดยได้แถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดยูริกในสาหร่ายเกลียวทอง ที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าต์ว่า
"สาหร่ายเกลียวทองมีผลในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ดังนั้นสาหร่ายเกลียวทองจึงไม ่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเก๊าต์อย่างแน่นอน"
อีกทั้งนายสมชาย บุญสม กรรมการผู้จัดการบริษัทกรีนไดมอนด์ เชียงใหม่
เจ้า ของผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทองจีดี-1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์สาหร่ายเพื่อทำการวิจัยครั้งนี้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
ผลการศึกษา ก่อนหน้านี้ที่ทำให้นักวิชาการปักใจว่าสาหร่ายทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เป็นโรคเก๊าต์นั้น
เป็นเพราะผลการศึกษาก่อน หน้านี้นำสาหร่ายสายพันธุ์หนึ่งมาทดลองกับหนูและพบว่าทำให้เกิดกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น
จนทำให้นักวิชาการมีความเชื่อว่ากินสาหร่าย แล้วทำให้เกิดโรคเก๊าต์
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในการวิจัยครั้งนั้นได้ใช้สาหร่ายคนละสายพันธุ์กับสไปรูลิน่า
จากการวิจัยของ
รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชื่อ สไปรูลิน่า
เป็นสาหร่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมีปริมาณ
นิวคลีอิกและเซลลูโลสต่ำ
มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ รศ. ดร. สุมนทิพย์ บุนนาค ยังได้ให้สัมภาษณ์กลุ่มนาฬิกาทรายเมื่อ วันที่
26 ธันวาคม 2545 โดยกล่าวว่า "อาหารชนิดใดก็ตามถ้าบริโภคเกินพอดีก็จะก่อให้เกิดโทษได้และถ้าเราไม่บริโภคสาหร่าย สไปรูลิน่าในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย"
ในประเทศอินเดียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกได้พยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีอาหารเพียงพอสำหรับคนในประเทศ
สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ถูกเลือกใช้เพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์นี้ในส่วนหนึ่ง
เพราะเป็นการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำ ขณะ เดียวกันประเทศเม็กซิโก ทั้งสถาบันฝ่ายรัฐบาลและมหาวิทยาลัยได้ศึกษาเกี่ยวกับการเติมสาหร่ายเกลียวทองลงในนมในปริมาณ
10% สำหรับให้ทารกและเด็กขาดสารอาหารดื่ม ผลจากการศึกษาครั้งนั้นรัฐบาลได้อนุญาตให้ใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารชนิดใหม่ได้
ก่อน
ค.ศ. 1981 ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย FDA (Food and Drug Administration)
ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเป็นยา โดยไม่ผ่านการทดสอบและรับรองเสียก่อน
ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้ประชาชนบริโภคผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสาหร่ายเกลียวทอง
แต่อย่างไรก็ตามสาหร่ายสไปรูลิน่าได้รับการประกาศรับรองจากสถาบันชั้นนำของโลกหลายสถาบัน
ได้แก่
- ค.ศ. 1967 "THE INTERNATIONAL CONFERENCE ON APPILIED
MICROBIOLOGY" ประกาศว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็น
แหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ
- ค.ศ.1974 UN ประกาศในที่ประชุมอาหารโลกว่าเป็น "THE
MOST IDEAL FOOD FOR MANKIND"
- ค.ศ.1974 FAO (Food and Agriculture Organization) แนะนำว่าเป็น
“ The Best Food for Tomorrow” ให้กับ
สาหร่ายสไปรูลิน่า
- ค.ศ.1981 FDA (Food and Druge Admistration) แห่งสหรัฐอเมริการับรองว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ
- ค.ศ.1983 IFE (International Food Exposition)ซึ่งจัดทำขึ้นที่ประเทศเยอรมันตะวันออก
มอบรางวัล "The Best Natural Food"
ให้สาหร่ายสไปรูลิน่า
- ค.ศ.1992 WHO (World Health Organizion) ประกาศแนะนำว่า
สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพใน
คริสตวรรษที่
21
ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการศึกษาสไปรูลิน่าในด้านเป็นอาหารเสริมวันละ
6-10 กรัม (12-20 เม็ด หรือแคปซูล) ในปริมาณเช่นเดียวกันนี้ นักกีฬาและนักวิ่ง
ฯลฯ ก็จะสามารถเพิ่มพูนกำลังได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งก็คือมีนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่นชื่อโทรุ
มัทซุอิ สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รับประทานอาหารอื่นใดเลยนอกจากสาหร่ายเกลียวทองและสาหร่ายอื่นบ้างเป็นเวลา
15 ปี โดยไม่ปรากฏ ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เราอาจจะพบสาหร่ายสไปรูลิน่าในรูปของเม็ด
แคปซูล หรือเป็นผง เราสามารถรับประทานเป็น อาหารเสริมได้หลายรูปแบบ
การบริโภคสไปรูลิน่าจะได้ผลเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับ อายุ ความเครียด
นิสัยการบริโภค ปริมาณสารเคมี หรือสารตกค้างในร่างกาย ความรุนแรงของโรค
การบริโภคสาหร่ายในปริมาณที่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ปริมาณการออกกำลังกายและ การพักผ่อน
โดยทั่วไป 3 วันแรก จะได้ปฎิกิริยาตอบรับ ร่างกายจะมีการปรับตัวมีการตอบรับที่ดีขึ้น
ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในเดือนที่ 3-5 ก็จะฟื้นฟูจนปกติ
ยกเว้นผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมมากจนเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะเสียไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถฟื้นฟูได้
|