สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางงานวิจัยเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์เพื่อการแพทย์
และได้ค้นพบคุณค่าของคลอโรฟิลล์มากมายในทางเภสัชกรรม
เพื่อใช้เป็นยารักษาโรค ซึ่งพอจะประมวลได้พอสังเขป
ดังนี้
คลอโรฟิลล์
ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง
ๆ ในร่างกายให้สูงขึ้น แพทย์จึงใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาบาดแผล
รวมทั้งใช้ขจัดกลิ่นเหม็นของแผลได้ด้วย เพราะแมกนีเซียมในคลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่นี้
นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ ยังมีคุณสมบัติเป็นสารดูดความชื้นได้ด้วยทำให้แผลแห้งเร็วและช่วยลดการคัดหลั่ง
การใช้คลอโรฟิลล์ในการรักษาแผลจึงช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ถึง
50%
คลอโรฟิลล์
ช่วยในการควบคุมความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร
โดยเมื่อกินคลอโรฟิลล์เข้าไปจะไปทำลายสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เกิดความเป็นกลาง
นอกจากนั้นยังช่วยรักษาโรคกระเพาะเปื่อยในกระเพาะอาหาร
ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และสภาพความหย่อนยานของกระเพาะสมมติฐานที่ทางการแพทย์เชื่อก็คือ
คลอโรฟิลล์จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเพปซิน และควบคุมปฏิกิริยาการย่อยของ เพปซินในกระเพาะอาหาร
คลอโรฟิลล์
ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล้ามเนื้อทำงานได้ดี
ซึ่งมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ให้มีการหดตัวและคลายตัวดีขึ้น
และการทำงานที่ดีขึ้นของกล้ามเนื้อหัวใจจะช่วยให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ
คลอโรฟิลล์
มีผลต่อการกระตุ้นอวัยวะที่ช่วยสร้างเลือด
คล้ายคลึงกับธาตุเหล็ก นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ให้ความสนใจอย่างยิ่งในประเด็นดังกล่าว
คลอโรฟิลล์จึงได้ชื่อว่าเป็นสารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเลือดให้ร่างกาย
สาหร่ายเกลียวทอง
จัดว่าเป็นพืชเซลล์เดียวที่มีคลอโรฟิลล์อยู่สูงมาก
สูงกว่าสาหร่ายคอลเรลลาเสียอีก ปัจจุบันการแพทย์กำลังให้ความสนใจกับประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์ในการป้องกันโรคภูมิแพ้ต่าง
ๆ ตลอดจนศัลยกรรมโรคผิวหนัง รวมทั้งกำลังเป็นที่สนใจของนักจักษุวิทยา
หู คอ จมูก รวมทั้งในแวดวงทันตกรรมด้วย
ข้อมูลโดย
ภญ.จีรายุ วีรเดช หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ
www.siamturakij.com
|